จากศิษย์ถึงอาจารย์

โดย ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.ยอดหทัย เทพธรานนท์

ราว 40 ปีที่แล้วมา เป็นช่วงที่เริ่มตระหนักว่าประเทศจะเจริญได้ ต้องอาศัยความรู้และความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี แต่เนื่องจากประเทศไทยยังล้าหลังในเรื่องดังกล่าวมาก เมื่อเทียบกับประเทศในโลกตะวันตก จึงมีการผลักดันให้คนเก่งหันมาเรียนวิทยาศาสตร์ และจัดหาทุนให้ไปเรียนในต่างประเทศจนจบระดับปริญญาเอก โดยมีจุดประสงค์ให้บุคคลเหล่านี้ได้กลับมาเป็นอาจารย์ทำหน้าที่สอนและวิจัย เป็น “แม่แบบ” ที่จะผลิตลูกศิษย์นักวิทยาศาสตร์ที่มีทักษะทางการวิจัยขึ้นเองในประเทศไทย

บุคคลสำคัญที่เป็นกำลังสำคัญที่สุดในการจัดการในเรื่องดังกล่าวคือ ท่านศาสตราจารย์ ดร.สตางค์ มงคลสุข หรือที่พวกลูกศิษย์เรียกท่านด้วยความรักและเคารพว่า “อาจารย์สตางค์”

“อาจารย์สตางค์” เรียนจบปริญญาเอกทางสาขาอินทรีย์เคมี จากมหาวิทยาลัยลิเวอร์พูล ประเทศอังกฤษ และกลับมาเป็นอาจารย์ที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ท่านเป็นผู้ก่อตั้งคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ตามด้วยคณะวิทยาศาสตร์การแพทย์ มหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ (ต่อมาเปลี่ยนเป็นมหาวิทยาลัยมหิดล) เป็นอาจารย์ที่รักการวิจัยเป็นชีวิตจิตใจ ดังจะเห็นได้จากการที่ท่าน ทำประตูเปิดจากห้องทำงานของท่าน (ขณะนั้นคณะวิทยาศาสตร์การแพทย์ อยู่ที่ถนนศรีอยุธยา ตรงข้ามโรงเรียนอำนวยศิลป์) เข้าไปในห้องทดลองวิจัยได้โดยตรง และพวกเราที่เป็นลูกศิษย์จะเห็นท่านขลุกอยู่กับการทดลองเคมีทุกเวลาที่ท่านมีเวลาว่าง ณ ที่นี่เองที่ท่านอาจารย์ได้ชักชวนและให้ทุนแก่นักศึกษาเตรียมแพทย์เชียงใหม่ เตรียมแพทย์กรุงเทพ (กลุ่มที่จะไปเรียนแพทย์ต่อที่คณะแพทยศาสตร์ จุฬาฯและศิริราช) เตรียมทันตแพทย์และเภสัช หลายสิบคนที่มีผลการเรียนดี ให้ไปเรียนวิทยาศาสตร์ในสาขาวิชาต่าง ๆ โดยทุนรัฐบาลไทยเองหรือจากต่างประเทศจนถึงระดับปริญญาเอก

ลูกศิษย์ของอาจารย์สตางค์กลุ่มนี้ ส่วนใหญ่กลับมาปฏิบัติงานเป็นอาจารย์สอนและทำวิจัยอยู่ที่คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล และจัดว่าเป็นกลุ่มที่โดดเด่นมากทางด้านการวิจัย เพราะผลิตผลงานที่ดีได้เป็นจำนวนมากที่สุดในประเทศเรื่อยมา จนไม่นานมานี้เองที่บุคคลกลุ่มที่มีอายุใกล้เคียงกันกลุ่มนี้ได้เกษียณอายุราชการไปจนเกือบหมด

สำหรับประวัติโดยละเอียดของท่านอาจารย์นั้นมีการบันทึกไว้ในหนังสือหลายเล่ม แต่ทุกคนที่ได้รู้จัก ศาสตราจารย์ ดร.สตางค์ มงคลสุข จะต้องยอมรับว่าท่านเป็นแบบตัวอย่างที่ดีที่สุดของ mentor ในฐานะที่ท่านเป็นผู้ริเริ่มคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ต่อด้วยการก่อตั้งคณะวิทยาศาสตร์การแพทย์ มหาวิทยาลัยมหิดล และมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ท่านจะมีลูกศิษย์ลูกหาและเพื่อนร่วมงานมากมาย โดยเฉพาะพวกที่เป็นลูกศิษย์และศึกษาต่อจนจบกลับมาเป็นอาจารย์นั้น ดูจะมีความผูกพันกับท่านเป็นพิเศษ ทุกคนล้วนแต่รักและบูชาอาจารย์ และยึดเอาท่านเป็นแบบอย่างในการดำเนินชีวิต นอกจากนั้นยังชอบอ้างคำพูด คำสั่งสอน ตลอดจน “คำด่า” ของท่านให้เพื่อนฝูงและลูกศิษย์ของตนเองที่เคยได้ยินชื่ออาจารย์สตางค์แต่ไม่เคยได้รู้จักสัมผัสด้วยตนเอง ได้รับฟังกันอยู่จนปัจจุบัน

ผู้เขียนโชคดีที่มีโอกาสได้เป็นลูกศิษย์ของอาจารย์สตางค์ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของชีวิตระหว่างที่จบจากโรงเรียนเตรียมอุดมฯนุ่งกางเกงขาสั้น และเข้ามหาวิทยาลัย เรียนจนจบปริญญาตรี ต่อด้วยการทำปริญญาโท โดยมีท่านเป็น supervisor จนกระทั่งท่านกรุณาจัดหาทุนส่งไปเรียนต่อปริญญาเอกที่ประเทศอังกฤษ การที่มีโอกาสใกล้ชิดกับอาจารย์สตางค์ ทำให้ได้เห็นวิธีการทำงาน วิธีคิดคำสอนและการพูดคุยในแง่มุมและโอกาสต่าง ๆ ที่เล่ากันไม่รู้จบ

ศ.เกียรติคุณ ดร.ยอดหทัย เทพธรานนท์
(ที่มาภาพ : หน่วยจดหมายเหตุและพิพิธภัณฑ์ คณะวิทยาศาสตร์)

โดยปกติอาจารย์สตางค์จะใช้คำแทนตัวเองว่า “ฉัน-เธอ” แต่ทุกคนที่เป็นลูกศิษย์ที่สนิทกับท่านก็จะทราบว่าเวลาที่อยู่กันไม่มาก หรืออยู่กับท่านสองต่อสอง ท่านชอบใช้ “อั๊ว-ลื้อ” มากกว่า ท่านชอบเขกหัวเวลาที่เราทำผิด หรือแม้แต่ในตอนที่ท่านแสดงความเมตตา แต่จะถึงกับเตะก้นเวลาที่โมโหมาก ๆ โดยเฉพาะกับลูกศิษย์ที่สนิท

“พวกรุ่นพี่จะมาบังคับรับน้องใหม่พวกเธอ ไม่ต้องไปทำตามเขานะ เขาอยู่แค่ปีสอง สูงกว่าพวกเธอปีเดียว ไม่ต้องให้พวกเขามาสั่งทำอะไรบ้า ๆ นะ ที่นี่อยู่กันแบบพี่-น้องดีกว่า”

เป็นประโยคที่ได้ยินจากอาจารย์ในห้องเล็คเชอร์ ที่ท่านเข้ามา “ปฐมนิเทศ” ซึ่งความจริงก็ไม่ได้มีพิธีรีตองอะไรเป็นพิเศษหรอก แต่เป็นการให้โอวาทพูดคุยแบบ “พ่อ-ลูก” มากกว่า

นักศึกษาของคณะวิทยาศาสตร์ (มหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์ในขณะนั้น หรือมหาวิทยาลัยมหิดล ในปัจจุบัน) จึงถือปฏิบัติตามคำสั่งสอนของอาจารย์ โดยอยู่กันแบบพี่น้องตั้งแต่สมัยนั้นมาจนถึงปัจจุบัน

ปัจจัยหนึ่งของความสำเร็จท่านด้านการวิจัยของกลุ่ม “ลูกศิษย์อาจารย์สตางค์” ก็คงมีสาเหตุจากความรู้สึกเป็นพี่น้องกันนี่เอง เพราะพวกเราสามารถพูดคุยกันได้ในทุกเรื่อง สามารถวิจารณ์ผลงานตีพิมพ์ของรุ่นพี่ รุ่นเพื่อนหรือรุ่นน้อง ได้อย่างตรงไปตรงมา ไม่เกรงใจกัน ซ้ำบางทียังเยาะเย้ยถากถางแบบสนิทกัน ในกรณีที่คนใดคนหนึ่งไปตีพิมพ์ผลงานวิจัยที่ไม่ค่อยดีในวารสารวิทยาศาสตร์ระดับที่มี Impact Factor ต่ำ ๆ ทุกเวลาอาหารเที่ยงจะเป็นช่วงที่พวกเรารอคอยที่จะได้ร่วมโต๊ะอาหาร เล่าว่าเราได้ทำอะไรเก่ง ๆ มา อ่านงานวิจัยอะไรดี ๆ มา หรือเยาะเย้ยว่าเพื่อนไปทำอะไร “ไม่เข้าท่า” มาบ้าง วัฒนธรรมนี้จึงเปรียบเสมือนระบบ ”peer review” ของพวกเราเองทำให้เราต้องระวังตัวไม่ให้เพื่อนฝูงเยาะเย้ยเอาได้ ความรู้สึกนี้ติดตัวผู้เขียนมาตลอด เพราะมีบางครั้งที่งานวิจัยจบลงอย่างไม่ค่อยดี แต่อยากจะเขียนบทความจากงานวิจัยนั้นส่งไปพิมพ์ในวารสารระดับรอง ๆ ให้เสร็จสิ้นเป็นการจบโครงการก็ไม่กล้า เพราะกลัวเพื่อนฝูงจะหัวเราะเยาะเอา

“พวกเราต้องขยันเรียนนะ โดยเฉพาะพวกที่มาจากครอบครัวยากจนจะได้เป็นที่พึ่งให้แก่ครอบครัวให้ลืมตาอ้าปากได้”

อาจารย์เข้ามาสอนวิชาอินทรีย์เคมีให้แก่พวกเราด้วยตนเอง ท่านมีวิธีสอนที่เข้าใจง่าย และเกือบไม่เคยขาดชั่วโมงสอน ทั้ง ๆ ที่มีภาระงานอื่น ๆ มากเหลือล้น ท่านจะสอนไปอบรมพวกเราไปเหมือนกับเป็นลูกของท่านเองพวกเราเรียนรวมกันในห้องเล็คเชอร์ใหญ่ ซึ่งประกอบไปด้วย นักศึกษาแพทย์กรุงเทพฯ แพทย์เชียงใหม่ ทันตแพทย์ และเภสัช จิตวิทยาที่ท่านใช้เสมอคือ การพร่ำบอกว่าพวกเราเป็นหัวกะทิและเป็นความหวังของประเทศ อันทำให้พวกเราหัวใจพองโตแต่ก็ไม่มีใครเหลิง ท่านสอนไปพร้อมกับถามคำถามพวกเราไปด้วย พวก “ตัวร้าย” บางคนก็จะถูกถามมากเป็นพิเศษ เมื่อตอบไม่ได้ก็จะ ถูกเอ็ดว่า “โง่” ซึ่งคำว่าโง่นี้ใช้เป็นประจำกับลูกศิษย์ทุกคน พวกเราแน่ใจว่าเราคงไม่โง่ดังที่ท่านว่ากล่าวแน่ ๆ

แต่สิ่งที่เป็นคุณสมบัติพรสวรรค์ของท่านก็คงจะเป็นแววตาของท่านที่แสดงออกถึงความรักและเมตตา แม้ภาษาที่ท่านใช้ดุว่าในบางครั้งอาจดุเดือดรุนแรง แต่แววตาที่ฉายออกมากลับตรงกันข้ามกับสิ่งที่ท่านกล่าวโดยสิ้นเชิง ซ้ำพวกเราก็ชอบแอบเห็นท่านซ่อนยิ้มเวลาที่เพื่อนเราถูกเอ็ดและกลัวจนลนลานเสียอีกด้วย พวกเราจึงไม่เคยถือสาที่ถูกอาจารย์ดุด่า ซ้ำบางคนอาจถือเป็นโชคไปเสียอีก ตรงนี้ที่มาอาจารย์สตางค์แตกต่างจากผู้ใหญ่หลายท่านที่บางทีจะแสดงกิริยาแววตาที่เกลียดชังเวลาว่ากล่าวลูกศิษย์

“วิชาวิทยาศาสตร์ เป็นรากฐานที่สำคัญที่สุดของศาสตร์ทั้งหลาย พวกเธอรู้ไหม ในต่างประเทศโดยเฉพาะในประเทศอังกฤษนั้น คนเก่งจะเรียนวิทยาศาสตร์ ส่วนพวกที่เก่งรองลงมาจะไปเรียนหมอ ตรงกันข้ามกับพวกเธอที่เก่งๆ ทั้งนั้น กลับไปเรียนหมอกันหมด”

ได้ยินตอนแรก ๆ ก็ไม่ค่อยคิดอะไรมากนอกจากภูมิใจในตัวเองเท่านั้น แต่เมื่อได้ยินบ่อยเข้า ๆ ประกอบกับการที่เห็นปรมาจารย์ของประเทศสมัยนั้น เช่น ท่านอาจารย์กำแหง พลางกูร อาจารย์คลุ้ม วัชโรบล อาจารย์บัวเรศ คำทอง ที่มาสอนพวกเราอยู่ล้วนแต่เป็นนักวิทยาศาสตร์จบจากต่างประเทศทั้งสิ้น ผนวกกับการที่วงการวิทยาศาสตร์โลกกำลังตื่นตัวที่นักวิทยาศาสตร์สามารถผลิตวัสดุเครื่องใช้ใหม่ ๆ ออกสู่ตลาด ตลอดจนถึงการตื่นเต้นที่ความเจริญทางด้านอวกาศที่กำลังจะส่งคนไปลงบนดวงจันทร์ ทำให้พวกเราเริ่มเห็นคล้อยตามอาจารย์และฝันเห็นตนเองเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่ยิ่งใหญ่ ทำคุณประโยชน์ให้แก่มวลมนุษยชาติ ที่สำคัญที่สุดก็คือการที่อาจารย์ติดต่อขอทุนจากต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นทุนร็อกกี้เฟลเลอร์ ทุนบริทิช เคาน์ซิล ทุนโคลอมโบ มาได้มากมายสำหรับส่งพวกเราไปเรียนต่างประเทศจนถึงระดับปริญญาเอก ก็ทำให้หลายคนเปลี่ยนเข็มจากการเรียนแพทย์มาเรียนวิทยาศาสตร์แทน และคงจะมีอีกมากมายถ้าไม่ถูกผู้ใหญ่ทางบ้านทักท้วงไม่เห็นด้วย

คนพวกนี้นี่แหละที่จบการศึกษากลับมาเป็นอาจารย์นักวิจัยมีชื่อเสียงมีลูกศิษย์ลูกหามากมายอยู่ในขณะนี้

“เวลาอยู่ในห้อง Lab ในอังกฤษ ครูจะสอนว่าเมื่อทดลองปฏิกิริยาในหลอดทดลอง ห้ามหันปากหลอดไปทางคนอื่นเด็ดขาดมันเป็นมารยาทนะเธอนะ เวลาเกิดอะไรขึ้นเพื่อนที่อยู่ข้างๆ จะได้ไม่เดือดร้อนไปด้วย”

เป็นคำที่อาจารย์สอนอยู่เสมอเกี่ยวกับกฎ กติกา มารยาท ในห้องทดลอง

ถึงแม้ว่าอาจารย์จะมีนิสัยง่ายๆ จนบางทีไม่เป็นทางการเลยแต่คนที่เคยใกล้ชิดกับท่านนาน ๆ จะได้ซึมซับมารยาทที่ดีแบบคนอังกฤษจากท่านไม่มากก็น้อย

“นี่พวกเธอ วันหยุดเย็นค่ำแล้วทำไมไม่กลับบ้านไปดูหนังสือหนังหา มัวทำอะไรอยู่ที่นี่”

ตอนนั้นเป็นตอนใกล้ค่ำของวันเสาร์วันหนึ่ง อาจารย์ขับรถเข้ามาในคณะ (ตอนที่คณะวิทยาศาสตร์การแพทย์ อยู่ถนนศรีอยุธยา ซึ่งปัจจุบันคือคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล) และเห็นพวกเราหลายคนยังระเกะระกะอยู่ตามตึก เมื่อได้รับทราบว่าพวกเรา (ซึ่งเป็นนักกิจกรรมจำเป็น) ยังอยู่ที่คณะเพื่อช่วยติดไฟประดับรอบ ๆ ตึก เนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษา ท่านก็อึ้งไปแต่ก็ยังหันมาพูดยิ้ม ๆ ว่า

“ไอ้พวกเธอนี่มันเก๋าเจ้ง มากินนอนที่ตึกแล้วทำสกปรกมาก”

แล้วเดินเข้าห้องท่านไป สักครู่ก็เห็นไฟในห้อง Lab ซึ่งอยู่ติดกับห้องพักของท่านเปิด แอบดูก็พบว่าท่านกำลังทำการทดลองง่วนอยู่คนเดียวเชื่อว่าในขณะนั้นหลายคนในหมู่พวกเราคงคิดเงียบ ๆ ว่าอยากจะเป็นนักวิทยาศาสตร์อย่างท่านบ้าง ซึ่งคุณสมบัติของการเป็นนักวิทยาศาสตร์ของท่านอาจารย์มีอยู่เต็มเปี่ยม ท่านจะเข้ามาในห้อง Lab ทำการทดลองวิจัยด้วยตนเองทุก ๆ วัน เวลาที่ท่านว่าง วันละหลาย ๆ ครั้ง ไม่ว่าจะเป็นเวลา 10 นาที หรือเป็นชั่วโมง

ท่านปิดไฟในห้องราว 2 ทุ่ม แต่ก่อนจะขับรถออกไปก็ยังหันมาถามว่าจะกลับกันเมื่อใด พร้อมสำทับว่า

“อย่ากลับบ้านดึก ไปให้พ่อแม่เห็นหน้าบ้าง”

สักพักใหญ่ ๆ ก็มีรถแท็กซี่วิ่งเข้ามาในคณะ พร้อมคนจากร้านไชยโรจน์ที่อยู่ฝั่งตรงข้ามโรงเรียนสันติราษฎร์ อันเป็นร้านอาหารเจ้าประจำของอาจารย์ ถือถุงข้าวห่อสุดอร่อยมายื่นให้ 20 ถุง บอกว่า “อาจารย์สตางค์ซื้อแล้วสั่งให้เอามาให้”

อาจารย์ท่านเป็นเช่นนี้กับพวกเราเสมอ ปากท่านจะด่าว่า (โดยเฉพาะคำว่า “เก๋าเจ้ง” ซึ่งท่านชอบใช้กับพวกเราที่ชอบสิงอยู่คณะ ไม่ค่อยกลับบ้าน) แต่ท่านจะอมยิ้มไปด้วย แล้วก็จะจบลงที่พวกเราได้ผลบุญมาจากความใจดีของท่านทุกครั้ง

“ไอ้ยอดหทัย เอาแบบนี้ไปให้คุณอมร แล้วเอาตัวอย่างสายไฟจากคุณอมรกลับมาให้ฉันด้วย”

ในช่วงที่ทำปริญญาโทกับอาจารย์ที่คณะวิทยาศาสตร์เดิมอยู่นั้น คณะวิทยาศาสตร์ปัจจุบันและโรงพยาบาลรามาธิบดีกำลังอยู่ในระหว่างการก่อสร้าง ผู้เขียนถูกอุปโลกน์ให้เป็น messenger ระหว่างห้อง Lab ที่ตึกเดิมกับสถานที่ก่อสร้างใหม่ใกล้ ๆ กัน บางทีวันละ 5-6 เที่ยว แต่ก็นับว่าเป็นโชค เพราะได้เรียนรู้เกี่ยวกับการก่อสร้างตึกขนาดใหญ่ ซ้ำเป็นตึกพิเศษที่ต้องรองรับอุปกรณ์วิทยาศาสตร์ต่าง ๆ คณะผู้ออกแบบจึงต้องปรึกษารายละเอียดกับนักวิทยาศาสตร์ผู้ใช้อย่างใกล้ชิด ผู้เขียนก็เลยได้มีโอกาสร่วมวงด้วยเป็นครั้งคราว แม้จะเป็นส่วนน้อยนิด ที่นับว่าเป็นบุญมากก็คืออาจารย์ตกลงใช้ซีกหนึ่งของชั้น 3 ตึกเคมี เป็นห้อง Lab วิจัยส่วนตัวของท่าน และอนุญาตให้ผู้เขียนได้ใช้ห้อง Lab ดังกล่าวในการทำวิจัยด้วย วันที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จทรงวางศิลาฤกษ์ มีห้องทดลองสร้างเสร็จ ทอดพระเนตร และทรงอำนวยพรให้ทำงานประสบความสำเร็จ นับเป็นบุญสูงสุดของผู้เขียนจากการที่ได้ทำงานในห้อง Lab ดังกล่าว ตั้งแต่ต้นจนเกษียณอายุราชการ

“ยอดหทัย เธอรู้ไหมว่าทุนโคลอมโบไปทำปริญญาเอกที่อังกฤษปีนี้มีอยู่ 10 ทุน แต่มีคนสอบผ่านแค่ 4 คน จึงเหลือทุนอีก 6 ทุน เธออยากไปปีนี้เลยไหม?”

ผู้เขียนเรียนอาจารย์ว่า เพิ่งบรรจุเป็นอาจารย์ได้ไม่ถึง 6 เดือนเท่านั้น คงยังไปไม่ได้เพราะตามกฎจะต้องทำงานให้ครบปีเสียก่อน

“ไม่เป็นไรหรอก ฉันจะจัดการให้ เอานามบัตรนี่ของฉันไปพบเจ้าหน้าที่ที่บริทิช เคาน์ซิล ให้เขาสัมภาษณ์เสียหน่อย” (ความจริงตรงนี้ท่านใช้ ‘ลื้อ-อั๊ว’ ตลอดการสนทนา)

“อาจารย์สตางค์” เดินทางไปส่งลูกศิษย์เพื่อศึกษาต่อที่ต่างประเทศ
(ที่มาภาพ : หน่วยจดหมายเหตุและพิพิธภัณฑ์ คณะวิทยาศาสตร์)

เมื่อไปถึงปรากฏว่าคนอังกฤษซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ที่นั่นทราบเรื่องของเราหมดแล้ว ทราบแม้กระทั่งอาจารย์สตางค์ต้องการให้เราไปทำ Ph.D. กับศาสตราจารย์ Ollis เพื่อนสนิทของท่านที่เมืองเชฟฟิลด์ อีก 3-4 วันต่อมาก็มีโทรศัพท์จากบริทิช เคาน์ซิล แจ้งว่ามหาวิทยาลัย และอาจารย์ทางโน้นรับเราเข้าเรียนแล้ว ขอให้เราเตรียมตัวไปอังกฤษได้เลย

นับว่าเป็นการสอบชิงทุนที่ใช้เวลาสั้นที่สุดในโลกก็ว่าได้

ความจริงอาจารย์พร่ำบอกเราว่าชีวิตคนเหมือนวงล้อที่หมุนมา บางตอนโชคดี บางทีโชคร้าย ฉะนั้นจะต้องเตรียมตัวให้พร้อมไว้สำหรับทุกสถานการณ์ เช่น ถ้าอยากได้ทุนไปเรียนปริญญาเอกก็ต้องพร้อมทางด้านภาษา จะได้ไม่พลาดโอกาสเวลาที่มีทุนให้สอบ

“ถ้าเธอไม่เตรียมตัวไว้ให้ดี พอมีทุนมาแล้วสอบไม่ได้ ก็ไม่รู้ว่าอีกนานเท่าไหร่วงล้อจะหมุนมาหาเราอีก”

คงเป็นอุทธาหรณ์ที่ดีสำหรับเด็ก ๆ รุ่นปัจจุบัน ที่ได้ทุนแล้วค่อยไปสอบ TOEFL ก็ไม่ได้สักที จนต้องไปตกคลั่กเยอะแยะในมหาวิทยาลัยระดับต่ำในต่างประเทศที่อยากได้เงินจากนักเรียน โดยไม่คิดถึงคุณภาพ

เหลือเวลาอีก 1 อาทิตย์ก่อนจะเดินทาง แม่เกิดไม่สบาย คุณหมอเจ้าของไข้นัดผู้เขียนไปพบในวันรุ่งขึ้น แจ้งว่าแม่เป็นมะเร็งในกระดูกขั้นสุดท้ายคงอยู่ได้อีกไม่นาน ทางบริทิช เคาน์ซิล ก็เร่งรัดให้เดินทางไปให้ทันเปิดเทอม พร้อมส่งตั๋วเรือบินและเงินทองติดตัวมาให้เรียบร้อยแล้ว ด้วยความรู้สึกว้าวุ่น เป็นที่สุดจึงเล่าให้อาจารย์ฟัง เพราะตอนแรกคิดว่าจะประวิงเวลาไว้จนกว่าจะเสร็จภาระกิจเกี่ยวกับแม่เสียก่อน ซึ่งก็ไม่ทราบว่าจะเป็นเมื่อใด

“เรื่องนี้ทางบริทิช เคาน์ซิล และทางอังกฤษ เขารอเราไม่ได้หรอก แต่นี่ฉันไม่ได้แนะนำให้เธอเป็นลูกเนรคุณนะ ชีวิตเธอเหมือนเทียนที่เพิ่งจะจุด แต่ชีวิตของแม่เธอเหมือนเทียนที่กำลังจะดับ ถ้าเธออยู่แล้วแม่หายก็จะแนะนำให้อยู่ แต่ถ้าเธอตัดสินใจไปก็ไม่ต้องห่วง ฉันจะให้กัมพลช่วยดูแลเป็นธุระทางนี้ ถ้าเกิดอะไรขึ้น”

อาจารย์กัมพล เป็นอาจารย์รุ่นพี่ที่ใกล้ชิดอาจารย์อีกผู้หนึ่ง ผู้เขียนจึงตัดสินใจเดินทางไปอังกฤษ และอีก 2-3 อาทิตย์ถัดมา อาจารย์กัมพล ก็ยุ่งตัวเป็นเกลียวเกี่ยวกับการจัดการงานศพของแม่

“ฉันบอกเดวิด (Professor David Ollis เพื่อนของอาจารย์ และต่อมาเป็น supervisor ของผู้เขียน) ให้เธอเรียนและทำวิจัยเกี่ยวกับเรื่อง NMR ไอ้ NMR นี่สำคัญมากนะเธอ ฉันอยากรู้มาก พอเรียนจบกลับมาแล้วช่วยมาสอนฉันด้วย”

สอนอาจารย์สตางค์ !!!…อะไรมันจะยิ่งใหญ่ขนาดนั้น หัวใจเราจะพองโตคับอกที่อัจฉริยะบุคคลอย่างอาจารย์สตางค์ไว้ใจจะให้เราสอนให้ คงจะไม่มีอะไรนอกเหนือไปกว่าต้องตั้งใจเรียนอย่างสุดชีวิตที่จะได้กลับมาเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับ NMR ให้ท่านฟัง ทั้ง ๆ ที่รู้ว่านั่นเป็นวิธีที่ mentor ใช้ encourage ลูกศิษย์อย่างเรา และ mentor ก็ไม่เห็นจะต้องแสดงว่าเก่งกว่าลูกศิษย์ไปเสียทุกเรื่อง

วันนั้นเป็นวันที่ผู้เขียนจะเดินทางไปอังกฤษ อาจารย์ชวนไปทานข้าวกลางวันที่ร้านใกล้ ๆ สวนรื่นฤดี นอกจากพูดเรื่องเรียนเกี่ยวกับ NMR แล้ว ท่านก็โพล่งขึ้นมาเฉยๆ ว่า

“อยู่เมืองนอกนี่ไม่เหมือนอยู่เมืองไทยนะเธอ ที่โน่นอยู่ตัวคนเดียวไม่มีที่พึ่ง ฉะนั้นเธอต้องหาที่พึ่งยึดเหนี่ยวทางใจไว้ ก่อนนอนทุกคืนสวดมนต์ไหว้พระ ระลึกถึงคุณพ่อแม่ อาจารย์ แล้วต้องไหว้พระปิยมหาราชด้วย ท่านมีบุญคุณต่อประเทศไทยมาก”

เรื่องปลีกย่อยเกี่ยวกับอาจารย์นั้น เล่าเท่าไหร่ก็ไม่มีวันหมดแต่ที่พวกเราหลายสิบคนรับทุนไปเรียนในสาขาวิชาต่าง ๆ ทางวิทยาศาสตร์ จนจบกลับมาทำงานในประเทศไทย ก็เป็นเพราะฝีมือของท่านอาจารย์โดยแท้ ท่านทำให้เราเชื่อและศรัทธา ชีวิตการเป็นอาจารย์ เป็นนักวิจัยที่คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล จึงอาจแตกต่างไปจากที่อื่นโดยสิ้นเชิง พวกเราจบกลับมาประจำทำงานในสถานที่ที่มีกลุ่มเพื่อนเก่ง ๆ รวมตัวกันอยู่มาก เป็น critical mass มีผู้เชี่ยวชาญชาวต่างชาติมากมาย มีธรรมเนียมการปรึกษา วิจารณ์ความคิดทางวิทยาศาสตร์กับเพื่อน ๆ ได้ โดยไม่ต้องเกรงใจเพื่อนรุ่นพี่ แต่ก็ไม่ใช้ระบบอาวุโสมาทำให้การทำงานขาดความคล่องตัวหรือขาดสมรรถภาพ มีเครื่องมือเครื่องใช้วิทยาศาสตร์ที่จำเป็นต่อการสอน การวิจัยอย่างเพียงพอและพวกเราก็ยังมีเงินพิเศษที่เรียกว่าเงิน supplement แถมให้นอกเหนือจากเงินเดือนอีกเดือนละ 2,000 บาท เพื่อให้พวกเราได้ทุ่มเทไปกับงานวิจัยโดยไม่ต้องขวนขวายไปหางานพิเศษอื่นทำ เงิน 2,000 บาทสมัยนี้อาจดูน้อยนิดเดียว แต่ถ้าลองเปรียบเทียบว่าเงินเดือนของอาจารย์ระดับปริญญาเอกในสมัยนั้นเพียง 2,450 บาท ก็ต้องยอมรับว่าเงิน supplement ที่ได้ก็มากเอาการทีเดียว

“๘๘ ปี อาจารย์สตางค์” หนังสือที่ระลึกเนื่องในโอกาสครบรอบวันคล้ายวันเกิด ศาสตราจารย์ ดร.สตางค์ มงคลสุข

ทั้งหมดนี้เป็นฝีมือของ อาจารย์สตางค์ มงคลสุข สุดยอด mentor ของพวกเรา ผู้ที่ทำให้วัฒนธรรมการทำงานวิจัย เพื่อทำให้การสอนดีขึ้น วัฒนธรรมการส่งเสริมยกย่องคนเก่งมีผลงาน เป็นของคู่กันกับคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล จึงไม่น่าแปลกใจที่หลายๆ ปีมานี้ มหาวิทยาลัยมหิดล มีผลงานวิจัยที่ปรากฏในฐานข้อมูล มากกว่ามหาวิทยาลัยลำดับถัดมาเกือบเท่าตัว และผลงานดังกล่าวนั้น ครึ่งหนึ่งมีต้นตอมาจากคณะวิทยาศาสตร์ แต่ในระยะหลังนี้ หลายคณะในมหาวิทยาลัย ก็ไล่ตามคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ติดเข้ามาและมีแนวโน้มว่าจะแซงล้ำหน้าในอนาคตอันใกล้ ซึ่งเป็นเรื่องที่ดีมากที่การวิจัยได้แผ่ขยายกลายไปเป็นวัฒนธรรมของอาจารย์โดยทั่วไปในทุกมหาวิทยาลัย ผู้เขียนได้แต่คิดอยู่คนเดียวว่าสาเหตุมาจากวัฒนธรรมการวิจัยเริ่มฝังรากลึกเข้าไปในมหาวิทยาลัยต่าง ๆ จริง ๆ และคงไม่ใช่สาเหตุมาจากความล่วงไปของกลุ่มบุคคลที่มีโอกาสได้ท่านอาจารย์เป็น mentor แต่กลุ่มบุคคลเหล่านี้อาจจะเป็น mentor ที่ไม่อาจจะเทียบเคียงความเป็น super mentor ของอาจารย์สตางค์ได้เลย จึงไม่สามารถผลิต mentee เก่ง ๆ ได้มากเหมือนกับที่อาจารย์สตางค์ทำไว้

เอกสารอ้างอิง

1. ยอดหทัย เทพธรานนท์. (2550). “จากศิษย์ถึงอาจารย์”. ใน 88 ปี อาจารย์สตางค์. หน้า 23-28. กรุงเทพฯ : เซ็ทสแควร์.

2. ยอดหทัย เทพธรานนท์. (2548). “อาจารย์สตางค์ มงคลสุข : Super Mentor”. ใน Mentor Mentee Mentoring ศาสตร์และศิลป์ของการเป็นนักวิจัยพี่เลี้ยงที่ดี. หน้า 262-279. กรุงเทพฯ : มูลนิธิบัณฑิตยสภาวิทยาศาสตร์แห่งประเทศไทย.

ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.ยอดหทัย เทพธรานนท์
หนึ่งในศิษย์เอกของ ศาสตราจารย์ ดร.สตางค์ มงคลสุข ได้รับรางวัลนักวิทยาศาสตร์ดีเด่น ของมูลนิธิส่งเสริมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีในพระบรมราชูปถัมภ์ สาขาเคมี ประจำปี พ.ศ. 2529 และรางวัลนักวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีดีเด่นอาเซียน ประจำปี พ.ศ. 2538

Scroll to Top